หน้าแรก | จตุคามรามเทพ | ตำนานพระบรมธาตุศิริธัมมราช | ประวัติและการสร้างศาลหลักเมืองนครศรี | พระผงสุริยัน–จันทรา และดวงตราพญาราหุ |
| ดวงฤกษ์พิธีเททองหล่อพระบูชา 5 เศียร | วัตถุมงคลสร้าง โดย พล.ต.ต ขุนพันธรักษํราชเดช | คณะกรรมการศิษยานุศิษย์ | ติดต่อ | สนทนา-ถามตอบ |


 

MENU

เรียนรู้ บูชา พระบรมธาตุ
วิหารพระม้า

อาณาจักรศรีวิชัย
วัตถุมงคล ที่ระลึก
พระราหูคืออะไร
ระบบ จันทรคติ
พุทธภาวะ ที่ควรรู้
พระพุทธสิงหิงค์ปฎิมา
พระหลักเมืองเนื้อโลหะ
ความเป็นมาพระพังพระกาฬ
จอมนาคราชพังพระกาฬ
ความมหัศจรรย์ของหลักเมืองนครฯ

จากใจผู้จัดทำ


ประมวลภาพหลักเมือง
ประมวลภาพวัตถุมงคลปี 2530

แนะนำหนังสือ จตุคามรามเทพ

 

แลกลิงค์กับเรา


พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช

มีตำนานเล่าขานไว้ว่าเมื่อพรุทธศตวรรษที่ ๖- ๗ ชาวอินเดียได้เดินทางมาติดต่อค้าขายกับประเทศในอาเซียตะวันออกเฉียงใต้บ่อยครั้งจนพบว่าดินแดนแถบนี้มีแร่ทองคำอย่างอุดมสมบูรณ์ มีการขุดค้นเป็นสินค้าซื้อขายกันมากมายจนได้ชื่อว่า สุวัณณภูมิ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๗๔๓ พ่อค้าอินเดียได้ขนานนามดินแดนอาเซียตะวันออกเฉียงใต้นี้ว่า ดินแดนสุวรรณประทีป (the Golfen Khersonese) หรือสุวรรณภูมิหรือที่คนจีนตั้งชื่อว่า กิมหลิน ดินแดนดังกล่าวครอบคลุมแหลมมลายูทั้งหมด ขึ้นมาจนถึงเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม เมืองท่าเรือทางใต้ชื่อ ตักโกละ (Takolo) แปลว่าดินแดนแห่งสมุนไพรกระวาน (ปัจจุบันคือเมืองตรัง) เป็นเมืองขนถ่ายสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ

เมื่อประมาณพ.ศ.๑๔๐๐ – ๑๕๐๐ (ก่อนการก่อตั้งสุโขทัย) ปรากฏคำว่าเมืองตักโกลา ในศิลาจารึก กาลาสัน พ.ศ. ๑๓๒๒ เป็นเมืองตอนใต้ของแหลมสุวรรณภูมิอยู่ทางฝั่งตะวันตก กษัตริย์ผู้นำปรกครองแคว้นคันธาระ ประเทศอินเดีย ระหว่าง พ.ศ. ๓๙๒ – ๔๑๓ ได้กล่าวถึงการเดินเรือในมหาสมุทรไปยังเมืองต่าง ๆ มีชื่อตักโกลา และอาณาจักรใหญ่คือ อาณาจักรศรีวิชัย มีประเทศราชตั้งอยู่บนฝั่งทั้งสองของแหลมมลายูหลายประเทศ คือ ปาหัง (เมืองปาหัง) ตรังกานู (ตรังกานู) กบลันตัน (กะลันตัน) ตามพรลิงค์ หรือ ศิริธัมมาราช (นครศรีธรรมราช) ครหิ (เมืองไชยา) ลังกาสุกะ (ปัตตานี) เกดะ (เมืองไทรบุรี) กราตักโลละ (ตรัง) ปับผาละ (ยังไม่ทราบว่าคือเมืองใด) แผนที่โบราณหัวเมืองทางภาคใต้ (รวมมลายู สุมาตรา และภาคใต้ของสยาม ) ปรากฏแผนที่ที่มีรูปช้างเตี้ย เรียกว่า เมืองช้างค่อม หรือเมืองตามพรลิงค์ หรือ ตมพลิงคม (ซึ่งคือ นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน)

ชาวอินเดียนำอารยธรรมมาเผยแพร่และตั้งหลักแหล่งครั้งแรกที่เมืองช้างค่อม หรือศิริธัมมาราช ซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราชวงศ์โมริยะ ได้ส่งพระภิกษุ ๒ รูป มาเผยแพร่พุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ คือ พระโสณะเถร และ พระอุตรเถระ หลักฐานที่พบในดินแดนสุวรรณภูมิได้แก่ ลูกปัดที่ทำด้วยหินอาเกต หินคาร์เนเลี่ยน และลูกปัดอื่น ๆที่ควนลูกปัด อ.คลองท่อม จ. กระบี่
(ควน : ภาษาถิ่นใต้ หมายถึง เนินดินที่มีลักษณะสูงขึ้นต่อเนื่องกันเป็นระยะทางยาว ภาษอีสานคือ ภู ทางภาคเหนือเรียกว่า ดอย )

เริ่มสร้างเจดีย์ทรงศรีวิชัย อาถรรพ์ลึกลับในทุกรอบ ๗๐๐ ปี
กาลเวลาเลยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๗๒ พระโอรสสองพี่น้องของพระเจ้าตะวันอธิราช เจ้าผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ (จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรีในปัจจุบัน) คือ เจ้าเดือนเด่นฟ้าและเจ้าดาวเด่นฟ้า โดยจารึกกระเบื้องจารจาก คำพยากรณ์ของพระโสณะมหาเถระ ( หัวหน้าพระอรหันต์ที่มาเผยแพศาสนาครั้งแรกในดินแดนสุวรรณภูมิ ) กล่าวไว้ว่าสุวรรณภูมิจึงกาลอวสานในภายภาคหน้าและจะได้เมืองหลวงใหม่ชื่อว่า ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ซึ่งต่อมาเมืองนั้นก็คือ เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช และก็กลายมาเป็นเมือง นครศรธรรมราช ในปัจจุบันนั้นเอง จากคำพยากรณ์ทำให้เจ้าเดือนเด่นฟ้า และเจ้าดาวเด่นฟ้าพระโอรส 2 ฟี่น้อง ของ พระเจ้าตะวันอธิราช เดินทางมายังเมืองช้างค่อมและได้สร้างบ้านเมืง และก่อตั้งกองทัพเรือและโรงเรียนนานเรือโดยมีชาวชวาและชนพื้นเมืองเดิมเป็นกำลังช่วยเหลือจนได้มาค้นพบเนินดินอันเป็นที่ฝังพระบรมธาตุ จึงสร้างพระเจดีย์ทรงศรีวิชัยคร่อมเนินดินไว้ให้เป็นที่สักการบูชาเป็นต้นมา

จากตำนานที่ได้ถูกค้นพบในกระเบื้องจาร ที่มีชาวบ้านขุดพบในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพชรบุรี ราชบุรี และในอีกหลาย ๆ จังหวัด ของประเทศไทยได้มีการกล่าวถึงประวัติของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิหรือเมืองช้างค่อมศิริธัมมาราชในอดีต ที่มาขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ ตำนานของต้นกำเนิดพระสงฆ์ไทย ซึ่งเป็นพระอรหันต์สมัยแรกของประเทศไทยและตำนานของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในทุก ๆ รอบ ๗๐๐ ปี จนได้กลายเป็นตำนานแห่งอาถรรพ์ลึกลับ เชื่อมโยงกาลเวลากับการบูรณะให้เป็นอัศจรรย์ปรากฏแก่ชาวพุทธ

การบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ. ๑๐๔๐ (หลังจากสร้างมาได้ประมาณ ๗๐๐ ปี)
ในขณะนั้นกษัตริย์ผู้ปกครองสุวรณภูมิ (ดินแดนนับตั้งแต่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เรื่อยลงมาจนสุดแหลมมลายู) คือพระเจ้าจันทรภานุ มีพระบารมีบุญญาธิการมาก ได้แผ่อำนาจขยายอาณาเขตออกไปถึงประเทศอินเดีย ยึดประเทศอินเดียได้ และอยู่ปกครองอินเดียจนกลายเป็นมหาราชของอินเดีย ไม่ยอมกลับมายังสุวรรณภูมิเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี พระโอรสสองพี่น้องของ พระเจ้าจันทรภานุ คือ ขุนอินทรไสเรนทร์ และขุนอินทรเขาเขียว เห็นบ้านเมืองทรุดโทรมลงขาดกษัตริย์ปกครอง จะตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระบิดาก็ไม่ได้ จึงร่วมกันย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ในปี พ.ศ. ๑๐๔๐ ตรงตามคำทำนายของพระโสณะมหาเถระ โดยในฐานะที่ท่านเป็นปฐมกษัตริย์ของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิได้สร้างขยายเมืองและซ่อมแซมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ที่เริ่มทรุดโทรมลงเป็นครั้งแรกร่วมกับชาวชวาและชนพื้นเมืองเดิม ด้วยคุณงามความดีของพระโอรสสองพี่น้องหลังจากที่ได้สิ้นพระชนม์ลง ประชาชนทั้งหลายจึงได้ยกย่องให้เป็นเสื้อเมืองและทรงเมือง มีฐานะเป็นเทวดาประจำเมือง และเรียกพระนามของท่านทั้งสองว่า “ท้าวจตุคาม และ ท้าวรามเทพ ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากการที่ประชาชนยกย่องขุนอินทรไสเรนทร์ เป็น ท้าวจตุคาม และขุนอินทรเขาเขียว เป็นท้าวรามเพท ในช่วงนี้คือ พ.ศ.๑๐๔๐ ความเชื่อของผู้คนสมัยนั้นถือว่าโลกอยู่ในยุค กลียุค ซึ่งเป็นระยะเวลา ๑๒๐๐ ปีสวรรค์ สัตยธรรมในยุคนี้ยังคงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น

ผู้คนมีความประสงค์ให้พระนารายณ์ ลงมาปกปักษ์รักษาประชาชน พระนารายณ์ในยุคนี้มีพระกายสีขาว มีชื่ออีกชื่อหนึ่งในยุคนี้ว่า จตุภุช มี ๔ กรหัตถ์ทั้ง ๔ ทรง ตรี คฑา จักร สังข์ หรือ จัตตุคาม พระองค์มีแก้วทับทรวงชื่อ เกาสตุภ (เกิดจากทะเลตอนกวนน้ำอมฤต) และมี วลัย ฝังด้วยแก้ว ชื่อ สยมันตก แก้วนี้มีคุณวิเศษบันดาลให้เจ้าของได้ทองวันละ ๘ หาบ และป้องกันลางร้ายต่าง ๆสัตว์ร้ายคนร้าย อัคคีภัย และทุพภิกขุภัย
 

ท้าวจตุคาม

ท้าวรามเทพ


ผู้ที่มีพระเครื่องชุด ท้าวจตุคาม และ ท้าวรามเทพ จะมีผลตามความเชื่อที่อธิบายรายละเอียดข้างบนนี้
ระยะเวลา ๑ ปีสวรรค์ มีความเชื่อว่า ๑ ปีสวรรค์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีมนุษย์

บูรณะครั้งที่ ๒ (หลังจากการบูรณะครั้งแรกประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ)
ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้ทำการบูรณะเป็นเจดีย์ทรงลังกา คร่อมองค์เดิมที่เป็นทรงศรีวิชัย ซึ่งชำรุดกองเป็นเนิน (ตามตำนาน) โดยได้รับความร่วมมือจากกษัตริย์อีกหลายๆ เมืองที่อยู่ในความปกครองของกรุงศรีวิชัย โดยกษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ ได้นำทรัพย์สินเป็นทองคำบ้างเป็นเครื่องใช้บ้างต่าง ๆนา นำถวายเป็นพุทธบูชาทำให้การบูรณะครั้งนี้เสร็จเร็วมาก ในคราวนั้นมีผู้เดินทางมากันจากทั่วทุกทิศ มาถึงบ้าง มาไม่ถึงบ้าง บางกลุ่มก็มาทางเรือ บางกลุ่มก็มาทางบก บางกลุ่มก็มาตายระหว่างทางเพราะเกิดโรคระบาด มีอีกหลายกลุ่มที่มาถึงแต่ไม่ได้ร่วมบูรณะเพราะเจดีย์ได้สร้างเสร็จก่อน ก็ได้มาสร้างเจดีย์อีกองค์ใหญ่เกือบเท่าพระบรมธาตุที่ชาวนครศรีธรรมราชเรียกว่า เจดีย์ยักษ์เพราะยักย้ายไปอยู่อีกฝั่งถนน ของพระองค์พระบรมธาตุและสร้างเป็นวัดขึ้น (ปัจจุบันคือวันพระเงินอยู่ข้างเทศบาลนครศรีฯ ) บางกลุ่มมาจากทางทิศเหนือเรือมาเกยตื้นที่ อ.ท่าศาลา ได้มาสร้างวัดนางตรา (วัดพะรังตรา) อีกกลุ่มมาสร้างวัดแจ้งเหยงที่ ต. กลาย (สระแก้ว) กลุ่มที่มาจากทางทิศตะวันตกมาถึง ต.จันดี อ.ฉวาง เกิดโรคระบาดจึงเอาสมบัติกองบน พื้นดิน ๓ กอง และเอาดินถม (เดี๋ยวนี้เป็นวัด ) กลุ่มที่มาทางทิศตะวันออกมาทางทะเลมาเกยตื้น จึงนำทรัพย์สินบรรจุในถ้ำที่เป็นเกาะเล็กๆ ที่เกาะนางยมโดย อ.ปากพนัง และยังมีอีกหลาย ๆแห่ง บางแห่งมีแท่งทองคำจารึกคำว่าพระธาตุที่แผ่นทองคำ รวมแล้วสมบัติทั้งหมดผู้ที่นำมามีเจตนาเป็นกุศลหวังได้ร่วมบูรณะพระบรมธาตุทั้งสิ้น นับเป็นการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่มาก และต้องการมีบุญจริงๆ ถึงได้รวมบูรณะและอยู่เห็นการบูรณะเสร็จสมบูรณ์เพราะตายไปมากในระหว่างทางก็มี

บูรณะครั้งที่ ๓ (หลังจาการบูรณะครั้งที่ ๒ ประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ)
นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ หน่วยงานราชการละพุทธบริษัท ได้ร่วมกันบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ โบสถ์ วิหาร และเสนะสนะต่าง ๆ ให้กลับมาคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์เรื่อยมา พระองค์บรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นพุทธสถานที่มาอายุเก่าแก่ที่สุดในดินแดนคาบสมุทรทะเลใต้ ซึ่งถึงคราวชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา และได้รับการบูรณะมาตลอด แต่การบูรณะครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ นั้น ตามตำนานที่ปรากฏอยู่จะเกิดขึ้นในราวทุก ๆ รอบ ๗๐๐ ปี ต่อครั้ง โดยประมาณ ซึ่งเป็นเสมือนอาถรรพ์ กำหนดลึกลับที่มาแต่โบราณกาลและมีน้อยคนนักได้ล่วงรู้ในช่วงการบูรณะรอบที ๓ วัดรพระธาตุนครศรีธรรมราช ได้รับการบูรณะเสร็จสิ้นไปแล้ว มีดังนี้

๑.) พ.ศ. ๒๔๙๗ บูรณะแพงและสร้างซุ้มประตูหน้า โดย พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช กับอาจารย์ชุม ไชยศรี ร่วมกันจัดสร้างพระผงชุดยอดขุนพล , พระผงท่าเรือ , พระผงนางตรา , พระผงขุนแผน , พระรอด , พระผงพระพวย , และพระผงพุทธนิมิต

๒.) พ.ศ. ๒๕๑๗ บูรณะและต่อเติมวิหารคดด้านทิศเหนือ โดยทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นเจ้าภาพพิธีกรรม จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง ขนาด ๑๒ นิ้ว , ๙ นิ้ว , ๕ นิ้ว , พระกริ่ง และเหรียญ ๒ ขนาด

๓.) พ.ศ. ๒๕๓๗ บูรณะพระวิหาร ๔ วิหาร โดยกรมศิลปากร

๔.) พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยกรมศิลปากร บูรณะปลียอดทองคำและองค์พระบรมธาตุเจดีย์ให้กลับมาอยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดังเดิม และยังมีความประสงค์ที่จะได้บูรณะเจดีย์รายรอบ ๆองค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่เหลืออีกจำนวน ๑๖๓ องค์ด้วยเช่นกัน แต่หมดงบประมาณเสียก่อน

๕.) พ.ศ. ๒๕๔๕ บูรณะพระวิหารกัจจายนะ ร่วมกับพล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเจ้าพิธีกรรมได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง มีพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ที่ผ้าทิพย์ ขนาด ๑๒ นิ้ว , ๙ นิ้ว , ๕ นิ้ว, พระกริ่ง, พระชัยวัต และเหรียญ ๒ ชนิด ทำพิธีพุทธาภิเษกตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๗ โดยนำเงินมอบให้กรมศิลปากรและเงินที่รับบริจาคของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้หมดลงก่อน พระบรมธาตุที่เหลืออีก ๑๖๓ องค์ให้เสร็จสมบูรณ์

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางวัดพระบรมมหาธาตุมหาวิหารนครศรีธรรมราช ร่วมกับพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชและพ่อค้า ประชาชน ได้ร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหาทุนมาสมทบกับงบประมาณของกรมศิลปากรเพื่อบูรณะเจดีย์รายรอบๆ องค์พระบรมธาตุให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์คงทนถาวรเหมือนเดิม ในการนี้จึงได้จัดสร้างรูปบูชาเหมือนลอยองค์ ท้าวจัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ เหมือนรูปปั้นที่นั่งอยู่สองฟากทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งมีอยู่ในวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย สาเหตุได้สร้างรูปของท่านก็เพื่อเป็นการให้ประชาชนระลึกถึงท่านทั้งสอง ที่ได้มาบูรณะวัดพระบรมธาตุเป็นรั้งแรก เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๐๔๐ เศษ หลังจากที่พระเจ้าเดือนเด่นฟ้าและดาวเด่นฟ้า พระโอรสของพระเจ้าตะวันธิราชกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุวรรณภูมิ ได้มาสร้างเป็นเจดีย์ทรงศรีวิชัยไว้ โดยนิมนต์พระมูนียะเถระมาช่วยด้วยแล้วเปลี่ยนชื่อเมืองช้างค่อมเป็นชื่อเมืองว่า เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช ในสมัยนั้น ตั้งแต่บันนั้นเป็นต้นมา

อ้างอิง “พุทธสานสุวัณณภูมิปกรณ์” ราชบุรีวัตถุคถา ตำนานเมืองขุนไทย โดยพระราชกวี (เจ้าคุณอ่ำ) วัดโสมนัสวรวิหาร กทม.

 

เงื่อนไขการใช้และคำประกาศของเว็บไซต์หลักเมือง๓๐.คอม
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 : ห้ามทำการคัดลอก ดัดแปลง แก้ไขรูป หรือ ข้อความใดๆ ไปใช้ ก่อนได้รับอนุญาต

© ๒๐๐๗  สงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ โดย
 [นายประยงค์ - นางนวลจันทร์ เชาวิลตถวิล]