มีตำนานเล่าขานไว้ว่าเมื่อพรุทธศตวรรษที่ ๖- ๗
ชาวอินเดียได้เดินทางมาติดต่อค้าขายกับประเทศในอาเซียตะวันออกเฉียงใต้บ่อยครั้งจนพบว่าดินแดนแถบนี้มีแร่ทองคำอย่างอุดมสมบูรณ์
มีการขุดค้นเป็นสินค้าซื้อขายกันมากมายจนได้ชื่อว่า
สุวัณณภูมิ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๗๔๓
พ่อค้าอินเดียได้ขนานนามดินแดนอาเซียตะวันออกเฉียงใต้นี้ว่า
ดินแดนสุวรรณประทีป (the Golfen Khersonese)
หรือสุวรรณภูมิหรือที่คนจีนตั้งชื่อว่า
กิมหลิน
ดินแดนดังกล่าวครอบคลุมแหลมมลายูทั้งหมด
ขึ้นมาจนถึงเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม
เมืองท่าเรือทางใต้ชื่อ ตักโกละ (Takolo)
แปลว่าดินแดนแห่งสมุนไพรกระวาน
(ปัจจุบันคือเมืองตรัง)
เป็นเมืองขนถ่ายสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ
เมื่อประมาณพ.ศ.๑๔๐๐ ๑๕๐๐
(ก่อนการก่อตั้งสุโขทัย)
ปรากฏคำว่าเมืองตักโกลา ในศิลาจารึก กาลาสัน
พ.ศ. ๑๓๒๒
เป็นเมืองตอนใต้ของแหลมสุวรรณภูมิอยู่ทางฝั่งตะวันตก
กษัตริย์ผู้นำปรกครองแคว้นคันธาระ
ประเทศอินเดีย ระหว่าง พ.ศ. ๓๙๒ ๔๑๓
ได้กล่าวถึงการเดินเรือในมหาสมุทรไปยังเมืองต่าง
ๆ มีชื่อตักโกลา และอาณาจักรใหญ่คือ
อาณาจักรศรีวิชัย
มีประเทศราชตั้งอยู่บนฝั่งทั้งสองของแหลมมลายูหลายประเทศ
คือ ปาหัง (เมืองปาหัง) ตรังกานู (ตรังกานู)
กบลันตัน (กะลันตัน) ตามพรลิงค์ หรือ ศิริธัมมาราช
(นครศรีธรรมราช) ครหิ (เมืองไชยา) ลังกาสุกะ
(ปัตตานี) เกดะ (เมืองไทรบุรี) กราตักโลละ
(ตรัง) ปับผาละ (ยังไม่ทราบว่าคือเมืองใด)
แผนที่โบราณหัวเมืองทางภาคใต้ (รวมมลายู
สุมาตรา และภาคใต้ของสยาม )
ปรากฏแผนที่ที่มีรูปช้างเตี้ย เรียกว่า
เมืองช้างค่อม หรือเมืองตามพรลิงค์ หรือ ตมพลิงคม
(ซึ่งคือ นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน)
ชาวอินเดียนำอารยธรรมมาเผยแพร่และตั้งหลักแหล่งครั้งแรกที่เมืองช้างค่อม
หรือศิริธัมมาราช ซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ ๓
ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราชวงศ์โมริยะ
ได้ส่งพระภิกษุ ๒ รูป
มาเผยแพร่พุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ คือ
พระโสณะเถร และ พระอุตรเถระ
หลักฐานที่พบในดินแดนสุวรรณภูมิได้แก่
ลูกปัดที่ทำด้วยหินอาเกต หินคาร์เนเลี่ยน
และลูกปัดอื่น ๆที่ควนลูกปัด อ.คลองท่อม จ.
กระบี่
(ควน : ภาษาถิ่นใต้ หมายถึง
เนินดินที่มีลักษณะสูงขึ้นต่อเนื่องกันเป็นระยะทางยาว
ภาษอีสานคือ ภู ทางภาคเหนือเรียกว่า ดอย )
เริ่มสร้างเจดีย์ทรงศรีวิชัย
อาถรรพ์ลึกลับในทุกรอบ ๗๐๐ ปี
กาลเวลาเลยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๗๒
พระโอรสสองพี่น้องของพระเจ้าตะวันอธิราช
เจ้าผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ (จังหวัดนครปฐม
ราชบุรี และเพชรบุรีในปัจจุบัน) คือ
เจ้าเดือนเด่นฟ้าและเจ้าดาวเด่นฟ้า
โดยจารึกกระเบื้องจารจาก คำพยากรณ์ของพระโสณะมหาเถระ
(
หัวหน้าพระอรหันต์ที่มาเผยแพศาสนาครั้งแรกในดินแดนสุวรรณภูมิ
) กล่าวไว้ว่าสุวรรณภูมิจึงกาลอวสานในภายภาคหน้าและจะได้เมืองหลวงใหม่ชื่อว่า
ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ซึ่งต่อมาเมืองนั้นก็คือ
เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช
และก็กลายมาเป็นเมือง นครศรธรรมราช
ในปัจจุบันนั้นเอง
จากคำพยากรณ์ทำให้เจ้าเดือนเด่นฟ้า
และเจ้าดาวเด่นฟ้าพระโอรส
2 ฟี่น้อง ของ พระเจ้าตะวันอธิราช เดินทางมายังเมืองช้างค่อมและได้สร้างบ้านเมือง
และก่อตั้งกองทัพเรือและโรงเรียนนานเรือโดยมีชาวชวาและชนพื้นเมืองเดิมเป็นกำลังช่วยเหลือจนได้มาค้นพบเนินดินอันเป็นที่ฝังพระบรมธาตุ
จึงสร้างพระเจดีย์ทรงศรีวิชัยคร่อมเนินดินไว้ให้เป็นที่สักการบูชาเป็นต้นมา
จากตำนานที่ได้ถูกค้นพบในกระเบื้องจาร
ที่มีชาวบ้านขุดพบในจังหวัดนครศรีธรรมราช
เพชรบุรี ราชบุรี และในอีกหลาย ๆ จังหวัด
ของประเทศไทยได้มีการกล่าวถึงประวัติของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิหรือเมืองช้างค่อมศิริธัมมาราชในอดีต
ที่มาขององค์พระบรมธาตุเจดีย์
ตำนานของต้นกำเนิดพระสงฆ์ไทย
ซึ่งเป็นพระอรหันต์สมัยแรกของประเทศไทยและตำนานของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในทุก
ๆ รอบ ๗๐๐ ปี
จนได้กลายเป็นตำนานแห่งอาถรรพ์ลึกลับ
เชื่อมโยงกาลเวลากับการบูรณะให้เป็นอัศจรรย์ปรากฏแก่ชาวพุทธ
การบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ครั้งที่ ๑ ปี
พ.ศ. ๑๐๔๐ (หลังจากสร้างมาได้ประมาณ ๗๐๐ ปี)
ในขณะนั้นกษัตริย์ผู้ปกครองสุวรณภูมิ
(ดินแดนนับตั้งแต่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี
เรื่อยลงมาจนสุดแหลมมลายู) คือพระเจ้าจันทรภานุ
มีพระบารมีบุญญาธิการมาก
ได้แผ่อำนาจขยายอาณาเขตออกไปถึงประเทศอินเดีย
ยึดประเทศอินเดียได้
และอยู่ปกครองอินเดียจนกลายเป็นมหาราชของอินเดีย
ไม่ยอมกลับมายังสุวรรณภูมิเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี
พระโอรสสองพี่น้องของ พระเจ้าจันทรภานุ คือ
ขุนอินทรไสเรนทร์ และขุนอินทรเขาเขียว
เห็นบ้านเมืองทรุดโทรมลงขาดกษัตริย์ปกครอง
จะตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระบิดาก็ไม่ได้
จึงร่วมกันย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช
เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ในปี
พ.ศ. ๑๐๔๐ ตรงตามคำทำนายของพระโสณะมหาเถระ
โดยในฐานะที่ท่านเป็นปฐมกษัตริย์ของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิได้สร้างขยายเมืองและซ่อมแซมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ที่เริ่มทรุดโทรมลงเป็นครั้งแรกร่วมกับชาวชวาและชนพื้นเมืองเดิม
ด้วยคุณงามความดีของพระโอรสสองพี่น้องหลังจากที่ได้สิ้นพระชนม์ลง
ประชาชนทั้งหลายจึงได้ยกย่องให้เป็นเสื้อเมืองและทรงเมือง
มีฐานะเป็นเทวดาประจำเมือง
และเรียกพระนามของท่านทั้งสองว่า ท้าวจตุคาม
และ ท้าวรามเทพ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จากการที่ประชาชนยกย่องขุนอินทรไสเรนทร์ เป็น
ท้าวจตุคาม และขุนอินทรเขาเขียว
เป็นท้าวรามเพท ในช่วงนี้คือ พ.ศ.๑๐๔๐
ความเชื่อของผู้คนสมัยนั้นถือว่าโลกอยู่ในยุค
กลียุค ซึ่งเป็นระยะเวลา ๑๒๐๐ ปีสวรรค์ สัตยธรรมในยุคนี้ยังคงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น
ผู้คนมีความประสงค์ให้พระนารายณ์
ลงมาปกปักษ์รักษาประชาชน
พระนารายณ์ในยุคนี้มีพระกายสีขาว
มีชื่ออีกชื่อหนึ่งในยุคนี้ว่า จตุภุช มี ๔
กรหัตถ์ทั้ง ๔ ทรง ตรี คฑา จักร สังข์ หรือ
จัตตุคาม พระองค์มีแก้วทับทรวงชื่อ เกาสตุภ
(เกิดจากทะเลตอนกวนน้ำอมฤต) และมี วลัย
ฝังด้วยแก้ว ชื่อ สยมันตก
แก้วนี้มีคุณวิเศษบันดาลให้เจ้าของได้ทองวันละ
๘ หาบ และป้องกันลางร้ายต่าง ๆสัตว์ร้ายคนร้าย
อัคคีภัย และทุพภิกขุภัย

ท้าวจตุคาม |

ท้าวรามเทพ |
ผู้ที่มีพระเครื่องชุด ท้าวจตุคาม และ
ท้าวรามเทพ
จะมีผลตามความเชื่อที่อธิบายรายละเอียดข้างบนนี้
ระยะเวลา ๑ ปีสวรรค์ มีความเชื่อว่า ๑
ปีสวรรค์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีมนุษย์
บูรณะครั้งที่ ๒
(หลังจากการบูรณะครั้งแรกประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ)
ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
ได้ทำการบูรณะเป็นเจดีย์ทรงลังกา
คร่อมองค์เดิมที่เป็นทรงศรีวิชัย
ซึ่งชำรุดกองเป็นเนิน (ตามตำนาน)
โดยได้รับความร่วมมือจากกษัตริย์อีกหลายๆ
เมืองที่อยู่ในความปกครองของกรุงศรีวิชัย
โดยกษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ
ได้นำทรัพย์สินเป็นทองคำบ้างเป็นเครื่องใช้บ้างต่าง
ๆนา
นำถวายเป็นพุทธบูชาทำให้การบูรณะครั้งนี้เสร็จเร็วมาก
ในคราวนั้นมีผู้เดินทางมากันจากทั่วทุกทิศ
มาถึงบ้าง มาไม่ถึงบ้าง บางกลุ่มก็มาทางเรือ
บางกลุ่มก็มาทางบก
บางกลุ่มก็มาตายระหว่างทางเพราะเกิดโรคระบาด
มีอีกหลายกลุ่มที่มาถึงแต่ไม่ได้ร่วมบูรณะเพราะเจดีย์ได้สร้างเสร็จก่อน
ก็ได้มาสร้างเจดีย์อีกองค์ใหญ่เกือบเท่าพระบรมธาตุที่ชาวนครศรีธรรมราชเรียกว่า
เจดีย์ยักษ์เพราะยักย้ายไปอยู่อีกฝั่งถนน
ของพระองค์พระบรมธาตุและสร้างเป็นวัดขึ้น
(ปัจจุบันคือวันพระเงินอยู่ข้างเทศบาลนครศรีฯ
) บางกลุ่มมาจากทางทิศเหนือเรือมาเกยตื้นที่
อ.ท่าศาลา ได้มาสร้างวัดนางตรา (วัดพะรังตรา)
อีกกลุ่มมาสร้างวัดแจ้งเหยงที่ ต. กลาย
(สระแก้ว) กลุ่มที่มาจากทางทิศตะวันตกมาถึง
ต.จันดี อ.ฉวาง เกิดโรคระบาดจึงเอาสมบัติกองบน
พื้นดิน ๓ กอง และเอาดินถม (เดี๋ยวนี้เป็นวัด
) กลุ่มที่มาทางทิศตะวันออกมาทางทะเลมาเกยตื้น
จึงนำทรัพย์สินบรรจุในถ้ำที่เป็นเกาะเล็กๆ
ที่เกาะนางยมโดย อ.ปากพนัง และยังมีอีกหลาย
ๆแห่ง
บางแห่งมีแท่งทองคำจารึกคำว่าพระธาตุที่แผ่นทองคำ
รวมแล้วสมบัติทั้งหมดผู้ที่นำมามีเจตนาเป็นกุศลหวังได้ร่วมบูรณะพระบรมธาตุทั้งสิ้น
นับเป็นการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่มาก
และต้องการมีบุญจริงๆ
ถึงได้รวมบูรณะและอยู่เห็นการบูรณะเสร็จสมบูรณ์เพราะตายไปมากในระหว่างทางก็มี
บูรณะครั้งที่ ๓ (หลังจาการบูรณะครั้งที่ ๒
ประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ)
นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗
หน่วยงานราชการละพุทธบริษัท
ได้ร่วมกันบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ โบสถ์ วิหาร
และเสนะสนะต่าง ๆ
ให้กลับมาคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์เรื่อยมา
พระองค์บรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นพุทธสถานที่มาอายุเก่าแก่ที่สุดในดินแดนคาบสมุทรทะเลใต้
ซึ่งถึงคราวชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา
และได้รับการบูรณะมาตลอด
แต่การบูรณะครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ นั้น
ตามตำนานที่ปรากฏอยู่จะเกิดขึ้นในราวทุก ๆ รอบ
๗๐๐ ปี ต่อครั้ง โดยประมาณ
ซึ่งเป็นเสมือนอาถรรพ์
กำหนดลึกลับที่มาแต่โบราณกาลและมีน้อยคนนักได้ล่วงรู้ในช่วงการบูรณะรอบที
๓ วัดรพระธาตุนครศรีธรรมราช
ได้รับการบูรณะเสร็จสิ้นไปแล้ว มีดังนี้
๑.) พ.ศ. ๒๔๙๗ บูรณะแพงและสร้างซุ้มประตูหน้า
โดย พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช กับอาจารย์ชุม
ไชยศรี ร่วมกันจัดสร้างพระผงชุดยอดขุนพล ,
พระผงท่าเรือ , พระผงนางตรา , พระผงขุนแผน ,
พระรอด , พระผงพระพวย , และพระผงพุทธนิมิต
๒.) พ.ศ. ๒๕๑๗
บูรณะและต่อเติมวิหารคดด้านทิศเหนือ
โดยทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ พล.ต.ต.
ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นเจ้าภาพพิธีกรรม
จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง ขนาด ๑๒ นิ้ว , ๙
นิ้ว , ๕ นิ้ว , พระกริ่ง และเหรียญ ๒ ขนาด
๓.) พ.ศ. ๒๕๓๗ บูรณะพระวิหาร ๔ วิหาร
โดยกรมศิลปากร
๔.) พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยกรมศิลปากร
บูรณะปลียอดทองคำและองค์พระบรมธาตุเจดีย์ให้กลับมาอยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดังเดิม
และยังมีความประสงค์ที่จะได้บูรณะเจดีย์รายรอบ
ๆองค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่เหลืออีกจำนวน ๑๖๓
องค์ด้วยเช่นกัน แต่หมดงบประมาณเสียก่อน
๕.) พ.ศ. ๒๕๔๕ บูรณะพระวิหารกัจจายนะ
ร่วมกับพล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเจ้าพิธีกรรมได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง
มีพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ที่ผ้าทิพย์ ขนาด ๑๒
นิ้ว , ๙ นิ้ว , ๕ นิ้ว, พระกริ่ง, พระชัยวัต
และเหรียญ ๒ ชนิด ทำพิธีพุทธาภิเษกตั้งแต่
พ.ศ.๒๕๓๗
โดยนำเงินมอบให้กรมศิลปากรและเงินที่รับบริจาคของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้หมดลงก่อน
พระบรมธาตุที่เหลืออีก ๑๖๓
องค์ให้เสร็จสมบูรณ์
เมื่อเป็นเช่นนี้
ทางวัดพระบรมมหาธาตุมหาวิหารนครศรีธรรมราช
ร่วมกับพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชและพ่อค้า
ประชาชน
ได้ร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหาทุนมาสมทบกับงบประมาณของกรมศิลปากรเพื่อบูรณะเจดีย์รายรอบๆ
องค์พระบรมธาตุให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์คงทนถาวรเหมือนเดิม
ในการนี้จึงได้จัดสร้างรูปบูชาเหมือนลอยองค์
ท้าวจัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ
เหมือนรูปปั้นที่นั่งอยู่สองฟากทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์
ซึ่งมีอยู่ในวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย
สาเหตุได้สร้างรูปของท่านก็เพื่อเป็นการให้ประชาชนระลึกถึงท่านทั้งสอง
ที่ได้มาบูรณะวัดพระบรมธาตุเป็นรั้งแรก
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๐๔๐ เศษ
หลังจากที่พระเจ้าเดือนเด่นฟ้าและดาวเด่นฟ้า
พระโอรสของพระเจ้าตะวันธิราชกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุวรรณภูมิ
ได้มาสร้างเป็นเจดีย์ทรงศรีวิชัยไว้ โดยนิมนต์พระมูนียะเถระมาช่วยด้วยแล้วเปลี่ยนชื่อเมืองช้างค่อมเป็นชื่อเมืองว่า
เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช ในสมัยนั้น
ตั้งแต่บันนั้นเป็นต้นมา
อ้างอิง พุทธสานสุวัณณภูมิปกรณ์
ราชบุรีวัตถุคถา ตำนานเมืองขุนไทย
โดยพระราชกวี (เจ้าคุณอ่ำ) วัดโสมนัสวรวิหาร
กทม.
|