หน้าแรก | จตุคามรามเทพ | ตำนานพระบรมธาตุศิริธัมมราช | ประวัติและการสร้างศาลหลักเมืองนครศรี | พระผงสุริยัน–จันทรา และดวงตราพญาราหุ |
| ดวงฤกษ์พิธีเททองหล่อพระบูชา 5 เศียร | วัตถุมงคลสร้าง โดย พล.ต.ต ขุนพันธรักษํราชเดช | คณะกรรมการศิษยานุศิษย์ | ติดต่อ | สนทนา-ถามตอบ |


 

MENU

เรียนรู้ บูชา พระบรมธาตุ
วิหารพระม้า

อาณาจักรศรีวิชัย
วัตถุมงคล ที่ระลึก
พระราหูคืออะไร
ระบบ จันทรคติ
พุทธภาวะ ที่ควรรู้
พระพุทธสิงหิงค์ปฎิมา
พระหลักเมืองเนื้อโลหะ
ความเป็นมาพระพังพระกาฬ
จอมนาคราชพังพระกาฬ
ความมหัศจรรย์ของหลักเมืองนครฯ

จากใจผู้จัดทำ


ประมวลภาพหลักเมือง
ประมวลภาพวัตถุมงคลปี 2530

แนะนำหนังสือ จตุคามรามเทพ

 

แลกลิงค์กับเรา

การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิด ภาคกลางวัน และ ภาคกลางคืน อันมีผลทำให้ระบบชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกเปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นได้จากในตอนกลางวัน แสงอาทิตย์จะเผาผลาญระบบธาตุบนพื้นผิวโลกให้ระเหยล่องลอยขึ้นไปในอากาศ ครั้นในตอนกลางคืนความมืดมิดจะแผ่เข้ามาปกคลุมโลก บังเกิดความเย็นความมืดนี่เองในวิชาโหราศาสตร์เรียกว่า พระราหู อันเกิดจากเงามืดของโลกที่แผ่ขยายขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทอดไกลออกไปสุดพรรณนา จึงอุปมาเหมือนพญายักษ์อันดำมืดหรือเรียกกันว่า คลื่นราหู มีลักษณะกระเพื่อมสั่นไหวเหมือนดังระลอกคลื่นในมหาสมุทร มิได้เป็นอันตรายต่อสิ่งใด

คลื่นพระราหู หรือ ชั้นบรรยากาศในความมืด นี่แหละคือรากฐานการก่อกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นในโลก เพราะความหนาวเย็นของคลื่นพระราหูที่ทอดยาวไกลออกไปในจักรวาลจะแปรสภาพเป็นสื่อหรือทางเดินของระบบธาตุในชั้นบรรยากาศ เมื่อได้รับอนุภาคแสงดาว จะผสมผสานคลุกเคล้ากันเข้า ซึ่งคัมภีร์โหราศาสตร์เปรียบเปรยว่า เหล่าเทวดากวนน้ำอมฤตกันในชั้นฟ้ากระแสธาตุที่ปรุงแต่งขั้นในชั้นบรรยากาศ ไม่อาจลงมาสู่โลกได้ เพราะตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของดาวเคราะห์ แต่การโคจรของดวงจันทร์ไปรอบโลก นอกจากช่วยปรุงแต่งแปลงระบบธาตุแล้ว ดังที่เรียกกันว่า ฤกษ์ กระแสธาตุดังกล่าวจะหลั่งไหลลงมาตาม คลื่นพระราหู ตามจังหวะที่โลกหมุนรอบตัวเอง โลกจึงบังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นดังที่รู้เห็นกันอยู่ จึงเปรียบเทียบกันว่า อาทิตย์เป็นพ่อ จันทร์เป็นแม่ โลกเป็นลูก

เงามืดของโลก ก็คือ พระราหู หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า โลก ก็คือ พระราหู สิ่งมีชีวิต วัตถุ ธรรมชาติทั้งหลายในโลก จะบังเกิดขึ้นได้ และเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนไปเป็นวงจร ได้นั้นย่อมเกิดจากากรโคจรรับแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว ด้วยเหตุนี้ทฤษฎีการก่อกำเนิดสรรพสิ่งขึ้นมาในโลก จึงกล่าวว่าจะต้องพึ่งพาอาศัย แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ เป็นสำคัญ ดังนั้น พระราหู จำเป็นต้องได้รับแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงเกิดธรรมชาติขึ้นในโลก มิใช่เป็นเรื่อง สุริยคราส หรือ จันทรคลาส ดังที่เข้าใจกัน


ดวงจันทร์กำลังขึ้นเหนือกำแพงเมืองโบราณในเยรูซาเล็ม ในระหว่างการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง
 

เชื่อกันว่าหากผู้ใดเข้าใจศาสตร์ล้ำลึกนี้อย่างแตกฉาน ย่อมรู้ถึงอานุภาพของ คลื่นพระราหู ว่ามีอำนาจยิ่งใหญ่ในระบบอะตอมมิคทางวิทยาศาสตร์ อาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดพลังนานาประการบันดาลให้ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เสมอ หากขาด พระราหู เสียแล้วอย่าได้หวังเลยว่า จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมาในโลกนี้

จะเห็นได้ว่าความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง พระราหู แตกต่างกันไปหลายประการ แต่ตามนัยความหายของหลักเมืองนครศรีธรรมราช อาจเป็นข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยให้เห็นถึงกลไกอันน่าพิศวงของธรรมชาติ ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเกิดขึ้น การดำรงอยู่ การเจริญเติบโต และการดับสูญไปในที่สุดเพื่อมิให้เป็นการเกิดขึ้นและดับสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ต้องมาเถียงกันว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือ อนัตตา เพราะไม่มีใครรู้ว่านิพพานมีจริงหรือไม่ ใครไปถึงมาแล้วบ้าง มีลักษณะอย่างไร ล้วนแต่คิดฝันจิตนาการไปของพวกนักบวชนักบุญ แต่ที่รู้แน่นอนว่า อากาศธาตุอันปราศจากตัวตน ห่อหุ้มไว้ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของมวลชีวิต ในตอนกลางวันได้รับแสงอาทิตย์ อันเป็นคลื่นพลังความร้อนทำให้เกิดปฏิกิริยากับระบบธาตุในโลก ครั้นในตอนกลางคืน เงามืดของโลกที่ได้แผ่ขยายตัวออกไปในชั้นบรรยากาศอันหนาวเย็น ทำปฏิกิริยาให้ให้ระบบธาตุบนชั้นบรรยากาศรวมตัวกันหนาแน่นมากขึ้นประกอบกับการเคลื่อนหมุนรอบตัวเองของโลกในลักษณะเอียง ทำให้คลื่นบรรยากาศอันเป็นที่รวมของบรรยากาศ ท่ามกลางความมืดของเงาโลกที่เคลื่อนไหวนี่แหละที่เรียกว่า คลื่นพระราหู อาจเปรียบได้กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแสง คลื่นเสียง คลื่นพลังต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนี้สามารถใช้เครื่องมือนำมาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์สุดพรรณนาต่อมนุษยชาติ สร้างอารยธรรมอันรุ่งเรืองขึ้นในโลก จึงควรทำความเข้าใจเรื่องพระราหูเสียใหม่ เพราะ คลื่นพระราหู นี่เองที่เปรียบดังทางเดินของระบบธาตุในชั้นบรรยากาศ อันเกิดจากการกระทำปฏิกิริยาของแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน คือ หางพระราหู ได้รับอนุภาคแสงดาว และรวมตัวกันมีน้ำหนักความหนาแน่นเพิ่มขึ้น ก็คือการกวนน้ำอมฤต ตาที่นิทานบ้านบอคอแตกของวิชาโหราศาสตร์บอกไว้ ถูกโลกและดวงจันทร์ช่วยกันดึงดูดเข้ามาปรุงแต่งแปลงสภาพเข้ากับระบบธาตุในโลก บันดาลให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นในรูปวัตถุธาตุ แต่ในระบบวิญญาณธาตุจะไม่ขอกล่าวถึงเพราะยากที่จะอธิบายให้กระจ่างได้ จึงของพูดแต่เพียงว่า วิญญาณธาตุ ที่อาศัยอยู่ในอากาศธาตุ หรือ คลื่นพระราหู ทั้งหัวและหาง นี่แหละที่เรียกว่า พลังลมปราณ คือรากฐานก่อกำเนิดมวลชีวิต จึงต้องดำเนินไปตามชะตากรรม ซึ่งสัมพันธ์กับแสดงอาทิตย์ แสงจันทร์ แสงดาว ที่โคจรหมุนเวียนไม่หยุดนิ่ง ตราบใดที่เรายังมีชีวิตมีลมหายใจ ตราบนั้น เงาพระราหู ยังคงมีอยู่กับกายเรา สัจธรรมเหล่านี้ศาสนามักประณามว่าเป็น เดรัจฉาน โดยไม่เข้าใจว่า เดรัชฉานวิชา คือวิชาที่ทำให้มนุษย์ในโลกบังเกิดอารยธรรมเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะคำว่า เดรัชฉาน ในภาษาอินเดียแปลว่า เส้นแนวราบ ส่วนคำว่า มนุษย์ แปลว่า เส้นแนวตั้ง ไม่ได้หมายถึง คน หรือ สัตว์ ตามที่คนเราเข้าใจกัน

ผมกล่าวถึงหลักการอย่างย่อๆ เพื่อความเข้าใจว่าเหตุใดจึงนำเอารูป พระราหูอมพระจันทร์ พระราหูอมพระอาทิตย์ อันเป็นภาพเชิงซ้อนทับอยู่ในภาพเดียวกันมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของปูชนียสถาน ก็เพื่ออธิบายให้ทรายว่า ชาวศรีวิชัย เรียนรู้เรื่องนี้มาช้านานแล้ว จึงสร้างรอยตราไว้ทุกหนทุกแห่ง จนกระทั้งมีผู้แปลรหัสอันเร้นลับของ พระราหูอมจันทร์ พระราหูอมพระอาทิตย์ ว่าเป็นสูตรสำเร็จเหมือนกับสูตรทางวิทยาศาสตร์ทาง ฟิสิกค์ เคมี ชีวะ ไฟฟ้า และวิทยาการทั้งหลายการสร้างหลักเมืองจึงเกิดขึ้นเหนือดินแดน ศรีวิชัย อีกครั้งหนึ่ง

ดูหน้าแรก   ดูหน้าถัดไป

เงื่อนไขการใช้และคำประกาศของเว็บไซต์หลักเมือง๓๐.คอม
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 : ห้ามทำการคัดลอก ดัดแปลง แก้ไขรูป หรือ ข้อความใดๆ ไปใช้ ก่อนได้รับอนุญาต

© ๒๐๐๗  สงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ โดย
[นายประยงค์ - นางนวลจันทร์ เชาวิลตถวิล]