|
MENU
เรียนรู้ บูชา พระบรมธาตุ

วิหารพระม้า

อาณาจักรศรีวิชัย

วัตถุมงคล
ที่ระลึก
พระราหูคืออะไร
ระบบ จันทรคติ
พุทธภาวะ ที่ควรรู้
พระพุทธสิงหิงค์ปฎิมา
พระหลักเมืองเนื้อโลหะ
ความเป็นมาพระพังพระกาฬ
จอมนาคราชพังพระกาฬ
ความมหัศจรรย์ของหลักเมืองนครฯ
จากใจผู้จัดทำ

ประมวลภาพหลักเมือง
ประมวลภาพวัตถุมงคลปี 2530

แลกลิงค์กับเรา

 |

 |
พ.ศ.2482
ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองเมืองพัทลุง ปี
พ.ศ.2485
ย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้ปราบปรามโจรหลายราย รายสำคัญ คือ
เสือสาย และเสือเอิบ หลังจากนั้นขุนพันธ์ฯ
ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น คือ
ในปี พ.ศ.2486
ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร
ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมา
และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย
ที่สำคัญคือการปราบ เสือโน้ม
หรืออาจารย์โน้ม
จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี
พ.ศ.2489
ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท
ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น
เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม
เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว
เสือมเหศวร เป็นต้น
กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่า
ผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรีชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้สิ้นซาก
จึงได้ตั้งกองปราบพเศษขึ้น
โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้
1 กองพัน แต่งตั้งให้ พ.ต.ต.สวัสดิ์
กันเขตต์ เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ
พ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช
เป็นรองผู้อำนวยการ
กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2489
เพื่อวางแผนกำจัดเสือฝ้าย แต่แผนล้มเหลว
ผู้ร้ายรู้ตัวเสียก่อน ขุนพันธ์ฯ
ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดโจรผู้ร้ายที่จะแตกเข้ามาจังหวัดชัยนาท
ครั้งนั้นขุนพันธ์ฯ
ใช้ดาบเป็นอาวุธคู่มือแทนที่จะใช้ปืนยาว
ดาบนั้นถุงผ้าแดงสวมทั้งฝักและด้าม
คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า "ขุนพันธ์ดาบแดง"
ฝีมือขุนพันธ์ฯ
เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป
แม้แต่เสือฝ้ายเองก็เคยติดสินบนท่านถึง
2000 บาท |
เพื่อไม่ให้ปราบปราม แต่ขุนพันธ์ฯ ไม่สนใจ
คงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีจนปราบปรามได้สำเร็จ
ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายต่างๆ สงบลง
แล้วได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา
อยู่ได้ประมาณ 4
เดือนเศษก็เกิดโจรผู้ร้ายชุกชมที่กำแพงเพชร
ตอนนั้นเป็นระยะเปลี่ยนอธิบดีกรมตำรวจ และขุนพันธ์ฯ
ก็ถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นโจรผู้ร้าย พล.ร.ต.หลวงสังวรยุทธกิจ
อธิบดีกรมตำรวจยังเชื่อมั่นว่าขุนพันธ์ฯ เป็นคนดี
จึงโทรเลขให้ไปพบด่วน
และแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร
เมื่อ พ.ศ.2490 ขุนพันธ์ฯ
ได้ปรับปรุงการตำรวจภูธรของเมืองนี้ให้มีสมรรถภาพขึ้น
และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายต่างๆ ที่สำคัญคือ เสือไกร กับ
เสือวัน แห่งอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร
ทำให้ฝีมือการปราบปรามของขุนพันธ์ฯยิ่งลือกระฉ่อนไปไกล
ต่อมาในปี พ.ศ.2491
ทางจังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายกำเริบชุกชุมขึ้นอีก
ราษฎรชาวพัทลุงนึกถึงขุนพันธ์ฯ นายตำรวจมือปราบ
เพราะเคยประจักษ์ฝีมือมาแล้ว
จึงเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจ
ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอตัวขุนพันธ์ฯกลับพัทลุงเพื่อช่วยปราบปรามโจรผู้ร้าย
กรมตำรวจอนุมัติตามคำร้องขอ ขุนพันธ์ฯ
จึงได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงอีกวาระหนึ่ง
ได้ปราบปรามเสือร้ายที่สำคัญๆสิ้นชื่อไปหลายคน
ผู้ร้ายบางรายก็หนีออกนอกเขตพัทลุงไปอยู่เสียที่อื่น
นอกจากงานด้านปราบปรามซึ่งเป็นงานที่ท่านถนัดและสร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นพิเศษแล้ว
ท่านยังได้พัฒนาเมืองพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว
โดยปรับปรุงชายทะเลตำบลลำปำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
และให้มีตำรวจคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารถรไฟที่เข้าออกเมืองพัทลุง
ทำให้เมืองพัทลุงในสมัยที่ท่านเป็นผู้กำกับการตำรวจ
มีความสงบสุขน่าอยู่ขึ้นมาก
ตำรวจที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เลิกไปเมื่อกรมตำรวจจัดตั้งกองตำรวจรถไฟขึ้น
ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการ
ท่านจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตำรวจโทในปี
พ.ศ.2493 ท่านอยู่พัทลุงได้ 2 ปีเศษ จนถึง พ.ศ.2494
จึงได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต
8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2503
จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8
และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี
จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ.2507
ตลอดชีวิตรับราชการ พล.ต.ต.ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช
ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่มากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกียรติประวัติในการปราบปรามโจรผู้ร้ายคนสำคัญๆ
ของจังหวัดต่างๆ ที่ท่านไปประจำอยู่
จนเป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไปและเป็นคนที่ครั่นคร้ามของโจรก๊กต่างๆ
นับได้ว่าท่านเป็นนายตำรวจมือปราบคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย
และด้วยฝีมือในการปราบปรามนี้เองทำให้ท่านได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นเป็นลำดับมา
แม้เกษียณแล้วท่านก็ยังสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองเสมอมา
เช่น
ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช
สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในสมัยเลือกตั้งปี พ.ศ.2516
เป็นต้น
นอกจากเกียรติคุณทั้งในและนอกตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าวมาแล้ว
ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช
ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญซึ่งควรกล่าวถึงคือ
เป็นนักวิชาการที่สำคัญคนหนึ่ง
ท่านเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้เขียนเรื่องราวต่างๆ
ลงพิมพ์ในหนังสือและวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ขุนพันธ์ฯ
เป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องไสยศาสตร์อยู่มาก
เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์
นอกจากนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งประวัติบุคคลและสถานที่
ตำนานท้องถิ่น มวย และเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง
ข้อเขียนต่างๆของท่าน เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในภาคใต้
สองเกลอ ช้างเผือกงาดำ หัวล้านนอกครู ศิษย์เจ้าคุณ มวยไทย
เชื่อเครื่อง กรุงชิง เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องกรุงชิงนั้น
ท่านเล่าว่าเป็นเรื่องที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯ
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันตามพระบรมราชโองการ
และต่อมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานีได้ขออนุญาตนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน " รูสมิแล
" วารสารของมหาวิทยลัยปีที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม
พ.ศ.2526 งานเขียนของท่านส่วนมากจะลงพิมพ์ใน
สารนครศรีธรรมราช หนังสืองานเดือนสิบวิชชา (วารสารทางวิชาการของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช)
รูสมิแล (วารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
และหนังสือที่ระลึกในโอกาสต่างๆ
ของโรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ
ในด้านชีวิตครอบครัว
ขุนพันธ์รักษ์ราชเดชมีภรรยาคนแรกชื่อเฉลา
ตอนนั้นท่านมีอายุได้ประมาณ 30 ปี
ขณะที่รับราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน
ต่อมาภรรยาเสียชีวิต ท่านจึงได้ภรรยาใหม่ชื่อสมสมัย
มีบุตรด้วยกัน 4 คน
|1|2|

|