|

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช
อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 8
เป็นนายตำรวจชาวเมืองนครศรีธรรมราช
ที่ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่
จนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วไปในภาคใต้
และในจังหวัดอื่นๆ ที่ท่านไปดำรงตำแหน่งอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือในการปราบปรามโจรผู้ร้าย
นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้สนใจวิชาการทั่วไป
โดยสนใจทางด้านประวัติศาสตร์คติชนวิทยาและไสยศาสตร์เป็นพิเศษ
มีข้อเขียนปรากฏอยู่ในหนังสือ และวารสารต่างๆ
หลายเรื่อง ปัจจุบันคนทั่วไปนิยมเรียกท่านสั้นๆ
ว่า " ท่านขุน "
|

" พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช "
|

" พ่อท่านคล้าย
วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน พระอาจารย์ของ
พล.ต.ต
ขุนพันธรักษ์ราชเดช
และ นายนำ แก้วจันทร์ (พระอาจารย์นำ
ชินวโร วัดดอนศาลา)" |
พลตำรวจตรี
ขุนพันธรักษ์ราชเดช มีชื่อเดิมว่า บุตร พันธรักษ์
เกิดเมื่อวัดที่ 18 กุมภาพันธ์ 2446
ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก
อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์
เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกกับบิดา ตั้งแต่ ก ข ก
กา ไปจนจบ
พออ่านสมุดข่อยได้บ้างจึงได้เข้าเรียนที่วัดอ้ายเขียวกับอาจารย์ปานซึ่งเป็นสมภาร
และอาจารย์นามสมภารรูปต่อมา
และที่วัดอ้ายเขียวนี้เองท่านได้เรียนกับครูฆราวาสคนหนึ่งด้วย
ชื่อนายหีด เป็นชาวอำเภอสวี จังหวัดชุมพร
ซึ่งอาจารย์ปานได้พามาอยู่ที่วัดนี้
เป็นผู้ที่มีความรู้ ใครๆ เรียกกันว่าหลวงหีด
นายหีดได้สอนหนังสือไทยแบบใหม่ให้ คือ
ใช้แบบเรียนเร็ว เล่ม 1-2-3
จนท่านขุนมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดี
หลังจากนั้นท่านจึงเข้าสู่การศึกษาระบบโรงเรียน
โดยเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1
ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน
ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1
วัน
ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่
2
และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่
3 เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน
ได้เลื่อนชั้นถึง 3 ครั้ง
เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3
โรงเรียนบ้านสวนป่าน มีพระภิกษุอินทร์ รัตนวิจิตร
เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน
โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิม
ที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง
(ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
มีครูเพิ่ม ณ นคร เป็นครูประจำชั้น
เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3
ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ในปี พ.ศ.2456
ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1
ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน)
พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2
ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด
ต้องพักรักษาตัวปีกว่า
เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมแต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ
ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2
และปีที่ 3 แล้ว
จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ในปี
พ.ศ.2459 โดยไปอยู่กับพระปลัดพลับ บุณยเกียรติ
ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง
(วัดราชผาติการาม) ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรในชั้นมัธยมศึกษาปีที่
2 ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ได้เรียนวิชามวย ยูโด
และยิมนาสติกจากครูหลายคน เช่น ครูย้อย ครูศิริ
ครูนก ครูมณี จนมีความชำนาญพอสมควร
ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี พ.ศ.2467
ต่อมาในปี 2468
จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้
จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย
เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี พ.ศ.2472

หลังจากจบการศึกษาแล้ว
ทางราชการได้แต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย
ที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช
ประจำจังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ.2473
เป็นนักเรียนทำการอยู่ 6 เดือน
ได้เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ต่อมาในปี พ.ศ.2474
ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมืองจังหวัดพัทลุง
ที่พัทลุงนี่เองท่านได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่
จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงราชการและคนทั่วไป
โดยการปราบปรามผู้ร้ายสำคัญของจังหวัดพัทลุง คือ
เสือสัง หรือเสือพุ่ม
ซึ่งเป็นเสือร้ายที่แหกคุกมาจากเมืองตรัง ขุนพันธรักษ์ราชเดชเล่าว่า
เสือสังนี้มีร่างกายใหญ่โต ดุร้าย และมีอิทธิพลมาก
มาอยู่ในความปกครองของกำนันตำบลป่าพยอม
อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
นอกจากนั้นแล้วยังมีคนใหญ่คนโตหลายคนให้ความอุ้มชูเสือสัง
จึงทำให้เป็นการยากที่จะปราบได้
แต่ท่านก็สามารถปรามเสือสังได้ในปีแรกที่ย้ายมารับราชการ
โดยท่านไปปราบร่วมกับ พลตำรวจเผือก ด้วงชู มี
นายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นคนนำทาง การปราบปรามเสือสังครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาก
ตอนนั้นจเรพระยาศรีสุรเสนา
ไปตรวจราชการตำรวจที่พัทลุงพอดี ผู้ปราบเสือสังจึงได้รับความดีความชอบ
คือ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบิตร์ พันธรักษ์
ได้รับแต่งตั้งเป็นร้อยตำรวจตรี พลตำรวจเผือก
ชูด้วง เป็นสิบตรี และนายขี้ครั่ง ได้รับรางวัล
400 บาท หลังจากนั้นมาอีก 1 ปี
ท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายสำคัญอื่นๆ 16 คน เช่น
เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เป็นต้น
ด้วยความดีความชอบ
จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น
"ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช" และในปี พ.ศ.2478
ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท
และในปีนี้ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร
จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี
(แบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ได้ 1 พรรษา
จึงลาสิกขา ในปี พ.ศ.2479
ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ
ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช
ประจำจังหวัดสงขลา ได้ปราบโจรผู้ร้ายหลายคน
การปราบโจรครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากคือ
การปราบผู้ร้ายทางการเมืองมีนราธิวาส ในปี
พ.ศ.2481 หัวหน้าโจรชื่อ " อะแวสะดอตาเละ "
นัยว่าเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน
เที่ยวปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยเท่านั้น
ในที่สุดก็ถูกขุนพันธ์ฯ จับได้
ท่านจึงได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า " รายอกะจ ิ"
และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกในปีนั้นเอง
|1|2|

|