|


ชั้นบรรยากาศธาตุรอบโลก มี 108
นวางค์ เท่ากับ
จำนวน ลูกประคำมีธาตุไฟ ดิน ลม น้ำ ครบถ้วน
ระบบจันทรคตินอกจากอธิบายให้เห็นว่า
โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวกฤษ์
เป็นบริวารถูกบังคับให้หมุนเวียนโคจรไปรอบโลกอย่างเป็นระบบ
เหมือนดัง ระบบสุริยคติ หรือ วิชาดาราศาสตร์
สามารถคิดคำนวณการโคจรของดาวเคราะห์ได้
ดังปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ใน คัมภีร์สุริยาตร
แล้วยังสมมุติว่า โลก หรือ พระราหู
เป็นมหาเทพที่ยิ่งใหญ่
ไม่ยิ่งหย่อนกว่าเทพเจ้าองค์ใด มีนามว่า พระอิศวร
หรือ พระศิวะ
ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า โลก
มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่ประดุจดังเรือนกระจก 3
ชั้น ตั้งแต่พื้นผิวดินขึ้นไปราว 700 กิโลเมตรเศษ
อันเป็นรอบนอกสุดติดต่อกับแดนอวกาศ
คนโบราณสมมุติให้เทพเจ้าครอบครองวิมาน ดังเช่น
พระอินทร์ ครองสวรรค์ชั้นไตรตรึงสา พระวรุณ
ครองท้องฟ้า พระรุทระ หรือ พระอิศวร
ครองชั้นบรรยากาศใกล้พื้นโลก
ซึ่งเป็นต้นตำนานนิทานสวรรค์ ก่อนที่พระราหู
จะเริ่มต้นประกอบอาชญากรรมเป็นครั้งแรก
เราจะเห็นเส้นวงกลมรอบนอกสุดของชั้นบรรยากาศ
ซึ่งภาษาวิชาการโหรเรียกว่า นวางค์
ก็คือแหล่งสถิตของธาตุไฟ น้ำ ลม ดิน
บนชั้นบรรยากาศบางเบาล่องลอยอยู่รอบโลก
เมื่อกระทบกับคลื่นพลังแสดงดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์
ที่สาดส่องเข้ามา
ก่อให้เกิดปฏิกิริยาสมมุติกันเป็นเทพนิยายว่า
ทวยเทพประชุมกันกวนน้ำอมฤตบนสวรรค์ พระราหู
นอกจากไม่ย่อมร่วมมือกับเทวดาแล้ว
ยังขโมยกินน้ำศักดิ์สิทธิ์อีก
ก็คือดึงดูดเอากระแสธาตุจากชั้นบรรยากาศลงมาปรุงแต่งแปลงสภาพกับระบบธาตุในโลก
ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิต วัตถุ และธรรมชาติขึ้นตามกฎวัฏจักร
จึงเปรียบเทียบว่า ใครฆ่าพระราหู ก็ไม่ตาย
เหตุที่พระอาทิตย์ พระจันทร์ไปสอดรู้สอดเห็นว่า
พระราหู ขโมยดื่มน้ำทิพย์ก็คือ
แสงอาทิตย์ในภาคกลางวัน แสงจันทร์ในภาคกลางคืน
ทำให้เกิดความสว่างมองเห็นได้
อันเป็นที่มาของบทสรุปภาพสัญลักษณ์
พระราหูอมพระอาทิตย์ พระราหูอมพระจันทร์
เพื่ออธิบายให้รู้ว่า
ถ้าโลกนี้ไม่ได้รับแสงอาทิตย์
และแสงจันทร์ก็จะไม่เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นในโลก

เมื่อครั้ง
นีล อาร์มสตรอง
นำยานอวกาศลงเหยียบพื้นดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
ภาพถ่ายจากดวงจันทร์ทำให้เห็นโลกด้านสว่าง และ มืด
อย่างชัดเจน
เปิดเผยให้รู้ว่าเงามืดของโลกที่แผ่ขยายตัวออกไปในจักรวาลใหญ่โต
มโหราฬและไกลสุดพรรณนา
ตามที่โหราจารย์ชาวศรีวิชัยเรียกว่า พระราหู
อันเป็นแหล่งสถิตของ คลื่นบรรยากาศธาตุ
ห่อหุ้มโลกไว้อย่างแน่นหนา ระบบธาตุในโลก
ประสานแรงดึงดูดร่วมกับดวงจันทร์
เพื่อนำเอาธาตุจากขั้นบรรยากาศให้หลั่งไหลลงมาตามเงามืดของโลก
เข้ามาปรุงแต่งแปลงสภาพเป็น ธรรมชาติ
หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามกฎวัฏจักรอย่างไร
อาจมีส่วนช่วยให้เข้าใจ เรื่องพระราหู
และพอรู้ว่าตัวการสำคัญที่บันดาลให้มีสิ่งทั้งหลายขึ้นในโลก
ซึ่งเรียกกันว่า ยักษ์มาร หรือ
อสูรกายครึ่งท่อนที่ลอยอยู่เหนืออากาศ
คอยไล่จับพระอาทิตย์ พระจันทร์
กลืนกินด้วยความอาฆาตแค้นตามที่เคยเข้าใจกันมา
แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า
ถ้าไม่รู้เรื่อง พระราหู เสียแล้ว
ก็ไม่มีหนทางใดที่จะสร้างสรรค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดขึ้นได้
เพราะไม่รู้ว่า ระบบจันทรคติ ซึ่งยึดถือเอาโลก
เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แตกต่างกับ ระบบสุริยคติ
อย่างไร
หากเข้าใจถึงพื้นฐานการเรียนรู้ ระบบสุริยคติ และ
ระบบจันทรคติ ตลอดจนระบบชั้นบรรยากาศธาตุ โลกธาตุ
รวมทั้ง เงามืดของดาวเคราะห์ ที่เรียกว่า
พระราหู
จนกระทั้งการโคจรสัมพันธ์อันซับซ้อนกลายเป็นรากเหง้าของความเชื่อในเรื่องพระเจ้าสร้างโลกบ้าง
นิทานชาติเวรเกี่ยวกับเทวดาสวรรค์บ้าง
อวตารจุติมาเป็นมหาบุรุษบ้าง
การตรัสรู้ธรรมของศาสดาบ้าง
แท้จริงแล้วก็คือการค้นความลับของจักรวาล
อันเป็นรากฐานการสร้างอารยธรรรมของมนุษยชาติให้รุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้
แต่ในด้าน จิตวิญญาณ หรือ วิญญาณาตุ
ยังคงเป็นเรื่องลึกลับอยู่ต่อไปเพราะไม่มีใครพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดเจนเหมือนดัง
วัตถุธาตุ
จึงเป็นความเชื่อที่ถกเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
โยคีอินเดียสามารถสร้างความพิศวงงงงวยให้ชาวโลกเห็นมาแล้วมากมาย
เพราะเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ
และพลังจักรวาบทำนองเดียวกันที่ผู้เชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์
ที่บันดาลให้เกิดสิ่งที่เหลือเชื่อขึ้นได้นั้นถ้าไม่หลงใหลยึดติดอยู่กับพิธีกรรมแล้ว
ย่อมรู้ว่าระบบจักรวาลล้วนเกิดจากการหมุนเวียนไปรอบจุดศูนย์กลาง
จึงก่อให้เกิดสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นในโลก
ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า โลก
เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลใน ระบบจันทรคติ
เพื่อเปรียบเทียบกับภาพจำลองแผนภูมิของจักวาลในรูปของศิลปกรรม
โดยประดิษฐ์ดาวเคราะห์ทั้ง 8 เป็นภาพ พระราหู
เรียงรายไปรอบกลุ่มดาว 12 นักษัตร
และระบบชั้นบรรยากาศธาตุ
ตรงกลางเป็นรูปพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ
ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลา
สถิตอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง
จึงสมบูรณ์ด้วยเนื้อหาสาระทางวิทยาการ
ไม่ใช่คิดขึ้นเองตามใจชอบ
คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร
กล่าวถึงพุทธภาวะของพระโพธิสัตว์ในเชิงเปรียบเทียวไว้ว่า
" เปรียบเสมือนดังหมู่เมฆอันชุ่มไปด้วยน้ำฝน
และสายฟ้า ที่ล่องลอยอยู่ในนภากาศเหนือแผ่นดิน
เป็นศูนย์กลางของความร่มเย็นเป็นสุข
ที่จะบันดาลให้เทวดาและมนุษย์หลุดพ้นจากห้วงทุกข์
ได้รับแต่สิ่งที่ปรารถนา "
คติธรรมการสร้างรูปพระโพธิสัตว์ไว้ในวัตถุธาตุจึงไม่ขัดแย้งกับหลักพุทธศาสนา
การถ่ายเทระบบวิญญาณธาตุ
จึงเป็นไปตามวิทยาการแห่งจักรวาล
|